คำสอนจากหนังสือประวัติท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ

By thaisarn.net
27/02/2016 285

คำที่เป็นคติอันหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต กล่าวอยู่บ่อยๆ เพื่อเป็นหลักวินิจฉัยความดีที่ทำด้วยกาย วาจา ใจ แก่ศิษย์ยานุศิษย์ ดังนี้

๑. ดีใดไม่มีโทษ ดีนั้นชื่อว่าดีเลิศ
๒. ได้สมบัติทั้งปวงไม่ประเสริฐเท่าได้ตน
เพราะตัวตนเป็นบ่อเกิดแห่งสมบัต​ิทั้งปวง 


เมื่อท่านอธิบายตจปัญจกกัมมัฏฐานจบลง
มักจะกล่าวเตือนขึ้นเป็นคำกลอนว่า
“แก้ให้ตกเน้อ แก้บ่ตกคาพกเจ้าไว้ 
แก้บ่ได้แขวนคอต่องแต่ง แก้บ่พ้นคาก้นย่างยาย
คาย่างยายเวียนตายเวียนเกิด เวียนเอากำเนิดในภพทั้งสาม 
ภพทั้งสามเป็นเฮือน (เรือน) เจ้าอยู่”
 ดังนี้

เมื่อคราวท่านเทศนาสั่งสอนพระภิกษุ
ผู้เป็นสานุศิษย์ถือลัทธิฉันเจให้เข้าใจทางถูกและละเลิกลัทธินั้น
ครั้นจบลงแล้วได้กล่าวคำเป็นคติขึ้นว่า
“เหลือแต่เว้าบ่เห็นบ่อนเบาหนัก 
เดินบ่ไปตามทาง สิถืกดงเสือฮ้าย (ร้าย)”
 ดังนี้


(จากหนังสือภูริทตฺตมหาเถรานุสรณ์)


ภูริทตฺตธมฺโมวาท 

ศีลพึงรู้ได้ด้วยการอยู่ร่วมกัน
ความสะอาดพึงรู้ได้ด้วยการงาน
ปัญญาพึงรู้ได้ด้วยการสนทนา

ธรรมชาติของดีทั้งหลาย
ย่อมเกิดมาแต่ของไม่ดี
อุปมาดั่งดอกประทุมชาติอันสวยๆ งามๆ
ก็เกิดจากโคลนตมอันเป็นของสกปรก 



การพัฒนาตน 

คนเราทุกคนใหญ่แต่กาย ใหญ่แต่ชาติ ใหญ่แต่ชื่อ ใหญ่แต่ยศ
ใหญ่แต่ความสำคัญตน แต่ความรู้-ความฉลาดเท่านั้น
ที่จะทำตนให้ร่มเย็นเป็นสุข ทั้งกายและใจโดยถูกทาง
ตลอดจนให้ผู้อื่นได้รับความร่มเย็นเป็นสุขด้วย
นั่นไม่ค่อยเจริญเติบโตด้วย และไม่สนใจบำรุงให้ใหญ่โตด้วย
จึงเกิดความเดือดร้อนกันอยู่ทุกหนทุกแห่ง
โดยไม่เลือกเพศ-วัย-ชาติ-ชั้นวรรณะ อะไรเลย 



คนก็สักว่าคน ธรรมก็สักว่าธรรม 

คนไม่สนใจธรรม ธรรมก็ไม่เข้าถึงใจคน
จึงกลายเป็นคนก็สักว่าคน ธรรมก็สักว่าธรรม
ไม่อาจยังประโยชน์ให้สำเร็จได้
แม้คนจะมีจำนวนมาก และแสดงธรรมให้ฟังทั้งพระไตรปิฎก
จึงเป็นเหมือนเทน้ำใส่หลังหมา มันสลัดออกเกลี้ยงไม่มีเหลือ
ธรรมจึงไม่มีความหมายในใจของคน
เหมือนน้ำไม่มีความหมายบนหลังหมาฉันนั้น 



คุณธรรมความดี 

ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอน
ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืน
ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู
ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ 
แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเท่านั้น 



ขันธะวิมุตติ 

“ใครผิดถูก ดีชั่ว ก็ตัวเขา
ใจของเรา เพียงระวัง ตั้งถนอม
อย่าให้ อกุศล วนมาตอม
ควรถึงพร้อม บุญกุศล ผลสบาย
เห็นคนอื่น เขาชั่ว ตัวก็ดี
เป็นราคี ยึดขันธ์ ที่มั่นหมาย
ยึดขันธ์ต้อง ร้อนแท้ เพราะแก่ตาย
เลยซ้ำร้าย กิเลสกลุ้ม เข้ารุมกวน” 


(ถอดความจากลายมือหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต)


อย่าให้เป็นคนประเภทใบลานเปล่าๆ 

ท่านทั้งหลายจงอย่าทำตัวเป็นตัวบุ้งตัวหนอน
คอยกัดแทะกระดาษแห่งคัมภีร์ใบลานเปล่าๆ 
โดยไม่สนใจพิจารณาสัจธรรมอันประเสริฐที่มีอยู่กับตัว 
แต่มัวไปยึดธรรมที่ศึกษามาถ่ายเดียว
ซึ่งเป็นสมบัติของพระะพุทธเจ้า มาเป็นสมบัติของตน 
ด้วยความเข้าใจผิดว่าตนเรียนรู้และฉลาดพอตัวแล้ว 
ทั้งที่กิเลสยังกองเต็มหัวใจยิ่งกว่าภูเขาไฟ มิได้ลดน้อยลงบ้างเลย 

จงพากันมีสติคอยระวังตัว อย่าให้เป็นคนประเภทใบลานเปล่าๆ 
เรียนเปล่าและตายทิ้งเปล่า 
ไม่มีธรรมอันเป็นสมบัติของตัวอย่างแท้จริงติดตัวบ้างเลย 



ของดีมีอยู่กับตัว 

ของดีมีอยู่กับตัวเราทุกคน ก็พากันปฏิบัติเอา ทำเอา 
เมื่อเวลาตายแล้วจึงวุ่นวายหานิมนต์พระมากุสลามาติกา 
ไม่ใช่เกาถูกที่คัน ต้องรีบแก้เสียบัดนี้ คือ เร่งทำความดีแต่บัดนี้ 
จะได้หายห่วง อะไรๆ ที่เป็นสมบัติของโลก 
มิใช่สมบัติอันแท้จริงของเรา ตัวจริงไม่มีใครเหลียวแล 
สมบัติในโลกเราแสวงหามา หามาทุจริตก็เป็นไฟเผา 
เผาตัวทำให้ฉิบหายได้จริงๆ 
ข้อนี้ขึ้นอยู่กับความฉลาดและความโง่เขลาของผู้แสวงหาแต่ละราย 

ท่านผู้พ้นทุกข์ไปด้วยความอุตส่าห์สร้างความดีใส่ตน
จนกลายเป็นสรณะของพวกเรา 
ท่านไม่เคยมีสมบัติเงินทองเครื่องหวงแหน 
เป็นคนร่ำรวย สวยงามเฉพาะสมัย 
จึงพากันรัก พากันห่วง จนไม่รู้จักเป็น รู้จักตาย 
สำคัญตนว่าจะไม่ตายและพากันประมาทจนลืมตัว 
เพลิดเพลินตักตวงเอาแต่สิ่งไม่เป็นท่าใส่ตนแทบหาบไม่ไหว 

อย่าสำคัญว่าตนเอง เก่งกาจสามารถฉลาดรู้กว่าเขาเลย 
ถึงกับสร้างความมืดมิดปิดตาทับถมตัวเอง จนไม่มีวันสร่างซา 
เมื่อถึงเวลาจนตรอกอาจจนยิ่งกว่าสัตว์ 
ถ้าไม่เตรียมทราบไว้เสียแต่บัดนี้ ซึ่งอยู่ในฐานะอันควร 
อาตมาขออภัยด้วย ถ้าพูดหยาบคายไป 
แต่คำพูดที่สั่งสอนคนให้ละชั่ว ทำความดี จัดเป็นหยาบคายอยู่แล้ว 
โลกเราก็จะถึงคราวหมดสิ้นศาสนา เพราะไม่มีผู้ยอมรับความจริง 
การทำบาปหยาบคายมีมาประจำแทบทุกคน 
ทั้งให้ผลเป็นทุกข์ ตนยังไม่อาจรู้ได้ และตำหนิมันบ้าง 
พอมีทางคิดแก้ไข แต่กลับตำหนิคำสั่งสอนหยาบคาย ก็นับเป็นโรคที่หมดหวัง

เมื่อมีผู้เตือนสติ ควรยึดมาเป็นธรรมคำสอน 
จะเป็นคนมีขอบเขตมีเหตุผล ไม่ทำตามความอยาก 
เมื่อพยายามฝ่าฝืนให้เป็นไปตามทางของนักปราชญ์ได้จะประสบผล
คือความสุขในปัจจุบันทันตา แม้จะมิได้เป็นเจ้าของเงินล้าน 
แต่มีทางได้รับความสุขจากสมบัติและความประพฤติดีของตน

คนฉลาดปกครองตนให้มีความสุขและปลอดภัย 
ไม่จำต้องเที่ยวแสวงหาทรัพย์มากมาย 
หรือเที่ยวกอบโกยเงินเป็นล้านๆ มาเป็นเครื่องบำรุงจึงมีความสุข 
ผู้มีสมบัติพอประมาณในทางที่ชอบ 
มีความสุขมากกว่าผู้ได้มาในทางมิชอบเสียอีก 
เพราะนั่นไม่ใช่สมบัติของตนอย่างแท้จริง ทั้งๆ ที่อยู่ในกรรมสิทธิ์ 
แต่กฎความจริง คือ กรรมสาปแช่งไม่เห็นด้วยและให้ผลเป็นทุกข์ไม่สิ้นสุด 
นักปราชญ์ท่านจึงกลัวกันหนักหนา

แต่คนโง่อย่างพวกเราผู้ชอบสุกเอาเผากิน และชอบเห็นแก่ตัว 
ไม่มีวันอิ่มพอ ไม่ประสบผล คือ ความสุขดังใจหมาย

คนหิวอยู่เป็นปกติสุขไม่ได้ จึงวิ่งหาโน่นหานี่ 
เจออะไรก็คว้าติดมือมาโดยไม่สำนึกว่าผิดหรือถูก 
ครั้นแล้วสิ่งที่คว้ามาก็มาเผาตัวเองให้ร้อนยิ่งกว่าไฟ 
คนที่หลงจึงต้องแสวงหาถ้าไม่หลงก็ไม่ต้องหา จะหาไปให้ลำบากทำไม 
อะไรๆ ก็มีอยู่กับตัวเองอย่างสมบูรณ์อยู่แล้ว 
จะตื่นเงาตะครุบเงาไปทำไม เพราะรู้แล้วว่า เงาไม่ใช่ตัวจริง 
ตัวจริงคือ สัจจะทั้งสี่ที่มีอยู่ภายในใจอย่างสมบูรณ์แล้ว

ความมั่งมีศรีสุขจะไม่บังเกิดแก่ผู้ทุจริต 
สร้างกรรมชั่วมีมากเท่าไรย่อมหมดไป
พ่อแม่ ปู่ย่า ตายายที่สร้างบาปกรรมไว้
ผลกรรมนั้นย่อมตกอยู่กับลูกหลานรุ่นหลังให้มีอันเป็นไป 
ผู้ทุจริตเบียดเบียน รังแกผู้อื่น จะหาความสุขความเจริญไม่ได้เลย 

บทความที่น่าสนใจ