“คำสอนที่ลึกซึ้งมาก”

By thaisarn.net
18/02/2016 290

มีคำสอนของพระพุทธเจ้า อยู่ ๒ ประโยค ที่มีความหมายที่ลึกซึ้งมาก ที่เป็นความจริงที่จะทำให้ดับความหลงทั้งหลาย ดับความทุกข์ทั้งหลาย ให้หมดไปจากใจของเราได้ คำสอน ๒ ประโยคนี้คือ ๑. มโน ปุพพัง คมา ธัมมา คือใจเป็นใหญ่ใจเป็นประธาน ใจเป็นของล้ำค่า ใจเป็นทรัพย์ของเรา ส่วนอีกประโยคหนึ่งก็คือ ๒. สัพเพ ธัมมา อนัตตา ทุกสิ่งทุกอย่างนอกจากใจเป็นอนัตตา คือไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา

“คำสอนที่ลึกซึ้งมาก”

มีคำสอนของพระพุทธเจ้า อยู่ ๒ ประโยค ที่มีความหมายที่ลึกซึ้งมาก ที่เป็นความจริงที่จะทำให้ดับความหลงทั้งหลาย ดับความทุกข์ทั้งหลาย ให้หมดไปจากใจของเราได้
คำสอน ๒ ประโยคนี้คือ
๑. มโน ปุพพัง คมา ธัมมา คือใจเป็นใหญ่ใจเป็นประธาน ใจเป็นของล้ำค่า ใจเป็นทรัพย์ของเรา

ส่วนอีกประโยคหนึ่งก็คือ
๒. สัพเพ ธัมมา อนัตตา ทุกสิ่งทุกอย่างนอกจากใจเป็นอนัตตา คือไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา

ถ้าเราเข้าใจหลักนี้แล้ว เราจะได้รู้ว่า เราควรจะปฏิบัติอย่างไร ก็คือเราต้องปล่อยวางทุกสิ่งทุกอย่าง ที่ไม่ใช่เป็นของเรานั่นเอง แล้วเราก็จะได้มาดูแลรักษา ของที่เป็นของเรา ก็คือ ใจ นี่เอง ใจเป็นใหญ่ ใจเป็นประธาน ใจเป็นสิ่งที่ไม่มีวันจากเราไป เป็นสิ่งที่อยู่กับเราไปตลอด ส่วนของต่างๆในโลกนี้ ไม่ใช่เป็นของเรา เป็นของดินน้ำลมไฟเท่านั้น ร่างกายของเราก็เป็นของดินน้ำลมไฟ ทรัพย์สมบัติข้าวของเงินทองต่างๆ บุคคลต่างๆ ก็เป็นของดินน้ำลมไฟทั้งนั้น

ดังนั้นถ้าเราเข้าใจหลักนี้ เราก็จะมาปฏิบัติ เพื่อละเพื่อปล่อยของทุกสิ่งทุกอย่าง ที่เรายึดติดอยู่ ที่เราถือว่าเป็นของเรา เป็นตัวเรา เพราะถ้าเราไม่ปล่อย เราก็จะสร้างความทุกข์ให้แก่ใจของเรา เพราะเวลาที่ของต่างๆที่เรารักที่เราชอบ ที่เราถือว่าเป็นของเราเป็นตัวเรา จะต้องจากเราไป เราก็จะมีแต่ความทุกข์ทรมานใจ เพียงแต่คิดถึงมันก็ไม่สบายใจแล้ว เพียงแต่คิดว่าจะต้องสูญเสีย สิ่งนั้นสิ่งนี้ไป บุคคลนั้นบุคคลนี้ไป สูญเสียร่างกายนี้ไป ก็เกิดความไม่สบายใจแล้ว

แต่เราไม่รู้ว่า ถ้าเราปล่อยได้ วางได้ ตัดได้ ไม่ยึดไม่ติด กับของต่างๆ กับบุคคลต่างๆ กับร่างกายของเรา เรากลับจะมีความสุข กลับจะมีความสบายใจ ถ้าเราไม่ได้มีพระพุทธเจ้า มาเสนอแนะมาบอกพวกเรา ให้รู้ความจริงอันนี้ พวกเราก็จะกอดติดกับสิ่งต่างๆ ที่เราคิดว่าเป็นของเราเป็นตัวเรา ถึงแม้ว่าใจของเราจะทุกข์ทรมานขนาดไหน เราก็ปล่อยไม่ได้ วางไม่ได้ สละไม่ได้ แต่ถ้าเราได้ยินได้ฟัง พระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า แล้วเห็นโทษของการยึดติด เห็นความทุกข์ที่เกิดจากการยึดติด เราก็จะรู้ว่าเราจะต้องปล่อยมัน

ทีนี้การที่เราจะปล่อยสิ่งต่างๆนั้น มันต้องใช้ธรรมะ เครื่องมือ เพราะโดยลำพังเพียงแต่รู้ว่าเราต้องปล่อย แต่เราไม่มีกำลังที่จะปล่อย เพราะแรงที่ดึงใจของเรา ให้ไปยึดไปติดนี้ มันมีกำลังมากกว่ากำลังที่เราจะปล่อย

ดังนั้น เราจึงต้องมาสร้างกำลัง เพื่อจะได้ปล่อย สิ่งต่างๆที่เราไปหลงยึดติด ว่าเป็นของเรา ว่าเป็นตัวเรา เพื่อเราจะได้ไม่ต้องทุกข์กับสิ่งต่างๆ เวลาที่เราต้องแยกทางกัน

การปฏิบัติธรรม ก็เพื่อสร้างกำลังที่จะถอดถอนอุปาทาน ความยึดมั่นถือมั่น ในสิ่งต่างๆในบุคคลต่างๆ ในร่างกายของเรา ในความรู้สึกที่มีอยู่ในร่างกายของเรา ถ้าเราไม่มีเครื่องมือ ถึงแม้ว่าเราได้ยินได้ฟัง ว่าการยึดติดกับสิ่งต่างๆ จะทำให้เราทุกข์ทรมานใจ แต่เราก็จะปล่อยไม่ได้ เช่นคนที่ยึดติดกับสุรายาเมา หรือยาเสพติด ทั้งๆที่รู้ว่าการเสพสุรายาเมา การเสพยาเสพติดนี้ เป็นความทุกข์ทรมานใจ แต่ก็เลิกไม่ได้ เพราะเวลาจะเลิกนี้ ความทุกข์ทรมานใจมันรุนแรงกว่า ความทุกข์ทรมานใจที่เกิดจากการยึดติด แต่ถ้าเรามีเครื่องมือ ที่จะมาทำให้การปล่อยวางนี้ ไม่ทุกข์ทรมาน เราก็จะสามารถปล่อยวางได้ เหมือนกับเวลาที่เราต้องรักษาตัว ไปโรงพยาบาล หมอต้องทำการผ่าตัด ถ้าหมอไม่ดมยาให้ เราก็จะเจ็บมากปวดมาก เราก็จะไม่ยอมให้หมอทำการผ่าตัด แต่ถ้ามียาสลบ ทำให้เราไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวด ในขณะที่หมอทำการผ่าตัด เราก็จะให้หมอผ่าตัดเราได้ หรือเวลาที่เราไปทำฟันไปถอนฟัน ถ้าไม่ได้ฉีดยาชา เวลาจะถอนฟันนี้มันเจ็บมากปวดมาก เราจะไม่อยากให้หมอถอนให้ แต่ถ้าหมอมียาชาฉีดเข้าไปในเหงือก พอเกิดอาการชาขึ้นมาแล้ว เวลาหมอถอนฟันนี่ไม่รู้สึกเจ็บไม่รู้สึกปวดเลย

ฉันใด การถอดถอนอุปาทานความยึดมั่นถือมั่น ที่เป็นตัวที่ทำให้เรายึดติด อยู่กับสิ่งต่างๆทั้งหลายในโลกนี้ เราก็จำเป็นจะต้องมียาชามียาสลบ ยาชาหรือยาสลบที่จะช่วยทำให้การถอดถอนอุปาทาน ออกจากสิ่งต่างๆเป็นไปได้อย่างไม่ยากเย็น ก็คือการทำใจให้สงบเป็นอุเบกขานั่นเอง หรือที่เรียกว่าสมาธิ ถ้าใจมีสมาธิ มีอุเบกขา เวลาที่จะปล่อยอะไรนี้ จะไม่รู้สึกเดือดร้อนแต่อย่างใด เพราะใจตั้งอยู่ในความสงบ ตั้งอยู่ในความเป็นกลางนั่นเอง คือไม่รักไม่ชัง เมื่อไม่รักไม่ชังเวลาที่ต้องเสียสิ่งที่รักไป ก็จะไม่รู้สึกเดือดร้อนแต่อย่างใด เวลาที่จะต้องเผชิญของที่เราไม่มีความชัง เราก็จะไม่รู้สึกเดือดร้อนอะไร
แต่เวลาถ้าเราไม่มีอุเบกขา เรามีความรักมีความชัง เวลาที่เราต้องเสียของที่รักไปเราก็จะเดือดร้อน หรือเวลาเราต้องประสบต้องเจอกับของที่เราไม่รักของที่เราเกลียด เราก็จะเดือดร้อน แต่ถ้าเราทำใจให้เป็นอุเบกขาได้ เวลาที่เราต้องเจอกับสิ่งที่เราไม่ชอบ เราก็จะเฉยๆ เวลาจะต้องสูญเสียสิ่งที่เรารักเราชอบไป เราก็จะรู้สึกเฉยๆ
เพราะตอนนั้นเราไม่มีความรักความไม่ชอบ กับสิ่งใดๆนั่นเอง นี่แหละเป็นเครื่องมือสำคัญ ในการที่เราจะปล่อยวาง ถอดถอนอุปาทาน ความยึดมั่นถือมั่นในสิ่งต่างๆที่เรามีอยู่.

กัณฑ์ที่ ๔๗๕ ธรรมะบนเขา วันที่ ๑๖ มีนาคม ๒๕๕๗

“คำสอนที่ลึกซึ้งมาก”
พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

บทความที่น่าสนใจ